สมัครสมาชิก
Forgot Password
ช่องทางรับข่าวสาร
more
แบบสำรวจความคิดเห็น

ท่านมีความพึงพอใจต่อเว็บไซต์สำนักโรคติดต่อทั่วไปในระดับใด?

การเดินทางที่ปลอดภัยในช่วงโควิด-19 14 ต.ค. 2563 - 440 ครั้ง

 

กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ และคำแนะนำการเดินทางที่ปลอดภัย

สำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ ในช่วงโควิด-19

กรมควบคุมโรค

วันที่ 14 ตุลาคม 2563

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างเผชิญกับเหตุการณ์ระบาดของโรคโควิด-19  ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมกับการปรับตัวให้สอดรับกับวิถีปกติใหม่ (New normal) ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือการตรวจคัดกรองอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ และในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นภาคส่วนสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปิดประเทศ การงดให้บริการของสายการบิน โดยที่กลุ่มนักเดินทางไทยรอคอยโอกาสที่ประเทศต่างๆ จะกลับมาเปิดให้มี การเดินทางได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถบริหารจัดการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน (ซึ่งมี 22 มณฑล ที่ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศเกินกว่า 100 วัน, ข้อมูล ณ วันที่ 24 กันยายน 2563) ฮ่องกง ไต้หวัน นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นเดียวกับประเทศไทย ได้มีมาตรการเปิดรับนักเดินทางที่มาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ และนักเดินทางชาวไทยเป็นที่ต้อนรับของหลายประเทศ เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขและประชาชนชาวไทยมีความร่วมมือร่วมใจในการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการควบคุมโรคและการระบาดที่แสดงถึงความตระหนักและความรับผิดชอบต่อสังคมที่ชัดเจนของผู้คนในประเทศไทย โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขเป็นกลไกสำคัญ

กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค จึงได้จัดทำข้อมูลกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ และคำแนะนำการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในช่วงโควิด-19 เพื่อให้ผู้เดินทางเข้าใจถึงค่ามาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขนำมาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงของประเทศ สำหรับประกอบการตัดสินใจในการเดินทาง รวมทั้งการเตรียมความพร้อมก่อน ระหว่าง และหลังการเดินทาง ซึ่งจะช่วยให้ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการสัมผัสโรค และสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางที่ปลอดภัยให้กับผู้เดินทาง

 

กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ

ค่ามาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขนำมาใช้วิเคราะห์ และระบุประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อิงข้อมูลจาก Global advisory council ซึ่งจัดทำ Global Covid 19 Index (GCI) ดำเนินการโดย PEMANDU Associates โดยความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (MOSTI) ประเทศมาเลเซีย และกลุ่ม Sunway ซึ่งได้ใช้ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data)  นำมาให้ค่าคะแนน และจัดอันดับ 184 ประเทศ ในประเด็นการรับมือกับโรคโควิด-19 ได้ดีมากน้อยเพียงไร โดยค่าดัชนี Global COVID-19 Index (GCI) ของแต่ละประเทศ ได้วิเคราะห์ในมิติต่างๆ ในด้านการฟื้นตัว (Global Recovery Index) และด้านความรุนแรงของการระบาด (Global Severity Index) ซึ่งประกอบด้วย

1) ค่า Global Recovery Index เป็นดัชนีที่แสดงถึงการฟื้นตัวของแต่ละประเทศจากสถานการณ์ของโรค โควิด-19 หากคะแนนสูง หมายถึง ฟื้นตัวได้ดี โดยประมวลผลจาก

   - คะแนน 70% มาจากตัวชี้วัด 4 ด้าน ได้แก่ 1) จำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังดูแลอยู่ (active case) ต่อประชากร 2) ผู้ที่รักษาหายแล้วต่อผู้ติดเชื้อ 3) จำนวนการตรวจต่อจำนวนผู้ติดเชื้อและ 4) จำนวนการตรวจต่อประชากร

   - คะแนนอีก 30% เป็นคะแนนคงที่ที่ได้มาจากดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลก (The Global Health Security Index: GHS) ที่ประเมินโดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins University ประเทศสหรัฐอเมริกาใน 3 หมวดหมู่ คือ 1) ความสามารถในการตรวจพบและรายงานการติดเชื้อ 2) ความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วในการควบคุมโรค และ 3) ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุข ในการรักษาผู้ติดเชื้อ และดูแลบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข หรือความสามารถของประเทศที่ใช้ผลการประเมินสมรรถนะตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 เช่น ผลการประเมินโดยผู้ประเมินจากภายนอกประเทศร่วมกับผู้ประเมินในประเทศ (Joint External Evaluation Tool - International Health Regulations (2005) : JEE- IHR) โดยเฉพาะในส่วนการตรวจจับ ได้แก่ 1) ระบบห้องปฏิบัติการของประเทศ 2) การเฝ้าระวังโรคแบบเรียลไทม์ 3) การรายงาน 4) การพัฒนากำลังคน และการตอบโต้ ได้แก่ 1) การเตรียม    ความพร้อม  2) ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 3) การประสานงานระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขกับหน่วยงานความมั่นคง 4) การส่งและรับความช่วยเหลือด้านยา เครื่องมือแพทย์ และบุคลากรทางแพทย์ และ 5) การสื่อสารความเสี่ยงในการพิจารณาการประเมินความเสี่ยง ระยะเวลาในการตรวจสอบข้อมูล รวมไปถึงการสื่อสาร และการจัดการความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้เดินทาง

2) ค่า Global Severity Index เป็นดัชนีที่แสดงถึงความรุนแรงของสถานการณ์ของโรคโควิด-19 หากคะแนนต่ำ หมายถึง ความรุนแรงต่ำ โดยประมวลผลจาก

   - คะแนน 70% เป็นค่าความรุนแรง ซึ่งวิเคราะห์ประจำวันมาจาก 2 ส่วน คือ 1) จำนวนผู้ติดเชื้อต่อประชากร และ 2) สัดส่วนผู้เสียชีวิตจากโรค COVID-19 โดยเปรียบเทียบกับการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ และต่อประชากร  

   - คะแนนอีก 30% เป็นคะแนนคงที่ที่ได้มาจากดัชนีความปลอดภัยทางสุขภาพทั่วโลก (The Global Health Security Index: GHS) ที่ประเมินโดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins University ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อวัดความพร้อมของแต่ละประเทศในการรับมือกับโรคระบาด แบ่งเป็น 2 หมวด ประกอบด้วย 1) ความสามารถในการป้องกันโรคระบาด และ 2) ความสามารถของระบบสาธารณสุขในการควบคุมการระบาด

จากการใช้ค่ามาตรฐานดังกล่าว พบว่า ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง ไต้หวัน นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย มีค่า GCI > 60 และพบจำนวนผู้ป่วย < 50 ราย (ข้อมูลถึง 1 ตุลาคม 2563) จึงถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ และปลอดภัยต่อการเดินทางของคนไทยที่มีกิจธุระหรือภารกิจต่างๆ โดยมีข้อมูลสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของทั้ง 5 ประเทศ และจำนวนผู้เดินทางจากประเทศดังกล่าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยและตรวจพบเชื้อขณะเข้ารับการกักตัวในสถานที่กักกันที่ราชการกำหนด ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ตารางที่ 1 สถิติที่สำคัญของประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ 5 ประเทศ

ประเทศ

ผู้ติดเชื้อรายใหม่

ผู้ติดเชื้อ
ที่ดูแลอยู่

ผู้ที่รักษาหาย

ผู้เสียชีวิต

ผู้ป่วยทั้งหมด

จำนวนประชากร

สาธารณรัฐ
ประชาชนจีน 
21 230 80,714 4,634 85,587 1,439,323,766

ฮ่องกง

11

168

4,921

105

5,194

7,513,995

ไต้หวัน

2

33

489

7

529

23,828,949

นิวซีแลนด์

0

45

1,444

25

1,871

5,002,100

ออสเตรเลีย

20

230

24,998

898

27,285

24,582,199

      แหล่งที่มา : http://www.worldometers.info (ข้อมูล ณ 12 ตุลาคม 2563, 21.33 น.)

ตารางที่ 2 สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานที่กักกันที่ราชการกำหนด

ประเทศต้นทาง

จำนวนผู้เดินทาง
เข้าสะสม (คน)

จำนวนผู้ติดเชื้อ
สะสม (ราย)

สัดส่วน
ผู้ป่วยต่อ
ทั้งหมด(ร้อยละ)

อัตราการติด
เชื้อของแต่ละ
ประเทศ (ร้อยละ)

สาธารณรัฐประชาชนจีน 

2,282

1

0.14

0.04

ฮ่องกง

1,883

9

1.28

0.48

ไต้หวัน

5,581

2

0.28

0.04

นิวซีแลนด์

827

0

0.00

0.00

ออสเตรเลีย

3,906

4

0.57

0.10

 

  • สาธารณรัฐประชาชนจีน

        วันที่ 12 ตุลาคม 2563 ประเทศจีน พบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 21 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ โดยตั้งแต่ วันที่ 23 มกราคม – 12 ตุลาคม 2563 มีผู้ป่วยสะสม จำนวน 85,578 ราย รักษาหาย จำนวน 80,714 ราย และเสียชีวิต จำนวน 4,634 ราย ซึ่งพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์มีผู้ป่วยลดลงเรื่อยๆ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2563)  

 

       มาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

        มาตรการผ่อนปรนของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้อำนวยความสะดวกในการเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์ด้านธุรกิจเป็นกลุ่มแรก โดยมีข้อกำหนดให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเข้าสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง และต้องแสดงผลตรวจโรคโควิด-19 ที่เป็นลบก่อนขึ้นเครื่องบิน และจะต้องเข้ารับการกักตัว ในสถานที่ที่หน่วยงานรัฐบาลกลางกำหนด เป็นเวลา 14 วัน รวมทั้งการตรวจหาเชื้อ SARS-CoV-2ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก http://www.chinaembassy.or.th/th/ หรือ https://thaiembbeij.org/th/

  • ฮ่องกง

       วันที่ 12 ตุลาคม 2563 ฮ่องกง พบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 11 ราย โดยตั้งแต่ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ – 12 ตุลาคม 2563 มีผู้ป่วยสะสม จำนวน 5,194 ราย รักษาหาย จำนวน 4,921 ราย และเสียชีวิต จำนวน 105 ราย ฮ่องกงผ่านการะบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกที่สอง ซึ่งการระบาดระลอกที่หนึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนและเกิดระบาดระลอกที่สองช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2563)  

       มาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ของฮ่องกง

        มีการจำกัดประเภทของผู้เดินทาง เช่น ผู้เดินทางชาวฮ่องกง คู่สมรสและบุตรของชาวฮ่องกง ผู้โดยสารที่ถือวีซ่าเข้าใหม่เพื่อทำงาน ศึกษา จัดตั้งหรือเข้าร่วมในธุรกิจ หรือเพื่อพำนักในฮ่องกง ผู้เดินทางทุกคนที่เดินทางมาถึงฮ่องกงจะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อ SARS-CoV-2 โดยเก็บตัวอย่างน้ำลาย และรอผลการตรวจในวันเดียวกันก่อนที่จะดำเนินการตรวจคนเข้าเมืองและรับสัมภาระหรือหากไม่ได้รับผลการตรวจในวันเดียวกันจะถูกนำตัวไปที่ Holding Center for Test Result (HCTR) ในโรงแรมที่จัดไว้เพื่อรอผลการทดสอบ หากผลการทดสอบเป็นลบ ผู้เดินทางจะได้รับอนุญาตให้ออกจากสนามบิน หรือโรงแรม และเดินทางกลับบ้าน หรือไปยังสถานที่ที่กำหนดทันที เพื่อดำเนินการกักกันภาคบังคับ 14 วัน โดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://www.coronavirus.gov.hk/eng/inbound-travel.html

  • ไต้หวัน

วันที่ 12 ตุลาคม 2563 ไต้หวัน พบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 2 ราย โดยตั้งแต่ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ –12 ตุลาคม 2563 มีผู้ป่วยสะสม จำนวน 529 ราย รักษาหาย จำนวน 489 ราย และเสียชีวิต จำนวน 7 ราย ซึ่งพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2563)  

มาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ของไต้หวัน

       อนุญาตให้นักธุรกิจจากบางประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำเดินทางเข้าไต้หวันได้ โดยผู้ที่เดินต้องแสดงผล
ไม่พบเชื้อ SARS-CoV-2 ภายใน 3 วัน ก่อนการเดินทาง และยืนยันว่าได้รับเชิญมาจากบริษัทในไต้หวันทั้งนี้ ผู้ที่เดินทางเข้ามายังไต้หวันต้องทำการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน แต่ระยะเวลาในการกักตัวอาจสั้นลงกว่านี้ได้ หากผู้ที่เดินทางเข้ามาจ่ายค่าตรวจหาเชื้อ SARS-CoV-2 และมีผลตรวจเป็นลบหรือไม่พบว่าติดเชื้อ โดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://www.boca.gov.tw/cp-220-5081-c06dc-2.html

  • นิวซีแลนด์

วันที่ 12 ตุลาคม 2563 ประเทศนิวซีแลนด์ไม่พบผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตรายใหม่ โดยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 12 ตุลาคม 2563 มีผู้ป่วยสะสม จำนวน 1,871 ราย รักษาหาย จำนวน 1,444 ราย และเสียชีวิต 25 รายซึ่งพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม และลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน (ข้อมูลณ วันที่ 12 ตุลาคม 2563)

 

        มาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ของประเทศนิวซีแลนด์

การเดินทางเข้าประเทศนิวซีแลนด์ได้กำหนดให้บุคคลบางกลุ่มสามารถเดินทางเข้าประเทศได้ เช่น พลเมืองนิวซีแลนด์หรือผู้มีถิ่นที่อยู่ ผู้มีถิ่นที่อยู่ที่มีเงื่อนไขการเดินทางที่ถูกต้องตามกำหนด คู่ชีวิตหรือบุตรในอุปการะของพลเมืองนิวซีแลนด์หรือผู้มีถิ่นที่อยู่ โดยต้องมีเหตุผลสำคัญในการเดินทาง และได้รับอนุญาติเข้าประเทศจากทางการของประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งจะต้องกักกันในสถานที่กำหนดเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน เข้ารับการประเมินสุขภาพและตรวจหาเชื้อ SARS-CoV-2 โดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://www.health.govt.nz/our-work/diseases-and-conditions/covid-19-novel-coronavirus/covid-19-health-advice-general-public/covid-19-self-isolation-close-contacts-and-travellers

  • ออสเตรเลีย

วันที่ 12 ตุลาคม 2563 ประเทศออสเตรเลีย พบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 20 ราย โดยตั้งแต่ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ – 12 ตุลาคม 2563 มีผู้ป่วยสะสม จำนวน 27,285 ราย รักษาหาย จำนวน 24,998 ราย และเสียชีวิต จำนวน 898 ราย ออสเตรเลียผ่านการะบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกที่สองซึ่งการระบาดระลอกที่หนึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน และเกิดระบาดระลอกที่สอง ช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2563)  

 

       มาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ของประเทศออสเตรเลีย

       เที่ยวบินเข้า-ออกประเทศออสเตรเลียมีจำนวนจำกัดจากประเทศที่ได้รับการยกเว้น และอนุญาตเฉพาะผู้เดินทางบางกลุ่ม การเดินทางด้วยเหตุผลที่น่าเห็นใจ และน่าสนใจ ไม่จำกัดเฉพาะความจำเป็นอันเนื่องมาจากความตายหรือความเจ็บป่วยขั้นวิกฤตของสมาชิกในครอบครัว โดยนักเดินทางต่างชาติและชาวออสเตรเลียที่เข้ามาในประเทศ ต้องกักกันเป็นเวลา 14 วัน ในสถานที่ที่กำหนด เช่น โรงแรมซึ่งออสเตรเลียได้มีข้อยกเว้นในการเปิดให้ชาวนิวซีแลนด์ สามารถเดินทางเข้าเฉพาะพื้นที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ แคนเบอร์รา และดินแดน Northern Territory ได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน และอยู่ระหว่างการหารือกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ในการผ่อนปรนข้อจำกัดการเดินทางหลังสถานการณ์โควิด-19 ในออสเตรเลียดีขึ้นตามลำดับ ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก https://covid19.homeaffairs.gov.au/travel-restrictions

คำแนะนำการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ ในช่วงโควิด-19

        ในระยะนี้แนะนำให้เดินทางในกรณีที่มีความจำเป็นและมีภารกิจระยะสั้นเฉพาะในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยมีคำแนะนำสำหรับผู้เดินทางเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง ระหว่างพำนักอยู่ในต่างประเทศ และหลังการเดินทางกลับ ดังนี้

  • ก่อนเดินทางออกประเทศไทย
  1. ศึกษากฎหมาย ข้อกำหนดในการเดินทางเข้าประเทศปลายทาง และข้อปฏิบัติสำหรับการป้องกันควบคุมโรคขณะพำนักอยู่ที่ประเทศปลายทาง
  2. ติดต่อสถานทูตประเทศปลายทางประจำประเทศไทย เพื่อขอหนังสือรับรองหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเข้าประเทศ
  3. จัดเตรียมเอกสารสำคัญตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง เช่น ผลการตรวจโควิด-19 ใบรับรอง fit to travel และประกันสุขภาพ เป็นต้น
  4. ศึกษาข้อมูลการระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงโรคอื่นๆ ในพื้นที่ของประเทศที่เดินทางไป
  5. จัดเตรียมอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการป้องกันตนเอง และข้อปฏิบัติที่ประเทศปลายทางกำหนด เช่น หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า แอลกอฮอลล์ล้างมือ โทรศัพท์พร้อมซิมที่ใช้ในประเทศนั้น
  6. เตรียมข้อมูลที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ สำหรับติดต่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขณะอยู่ต่างประเทศ เช่น หมายเลขโทรศัพท์การแพทย์ฉุกเฉิน และสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศนั้น
  7. เตรียมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ตรวจสุขภาพหรือรับวัคซีนก่อนการเดินทาง นอกจากนี้ควรเตรียมยาประจำตัวชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงเอกสารทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น พกบัตรแพ้ยาติดตัวไปด้วยเสมอ
  • ระหว่างพำนักอยู่ในต่างประเทศ
  1. ปฏิบัติตัวตามข้อกำหนด และมาตรการป้องกันควบคุมโรคของประเทศปลายทาง เช่น เข้ารับการตรวจโควิด-19 เข้ารับการแยกกัก หรือกักกันในสถานพยาบาลหรือสถานที่กำหนด
  2. เมื่อต้องเดินทางออกจากที่พัก ให้สวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าตลอดเวลา และล้างมือบ่อยๆ
  3. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด คับแคบ เว้นระยะห่างจากบุคคลอื่น อย่างน้อย 1 เมตร และหลีกเลี่ยงการสัมผัสตัวบุคคลอื่น
  4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีองค์ประกอบของสัตว์ป่า ไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ แนะนำให้รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ มีที่ปิดคลุมไม่ให้แมลงวันตอม และดื่มน้ำสะอาดบรรจุขวดที่ได้รับมาตรฐานรวมถึงน้ำแข็งที่ถูกหลักอนามัย
  5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย รวมถึงการให้อาหารสุนัข ค้างคาว แมว ลิง เพื่อระมัดระวังไม่ให้สัตว์เหล่านั้นกัด ข่วน เลีย ซึ่งเป็นพาหะนำโรค  ที่สำคัญ
  6. บันทึกข้อมูลของสถานที่ที่เดินทางไปเป็นประจำทุกวัน และตลอดเวลาที่พำนักในต่างประเทศ
  7. สังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีไข้ ไอ มีน้ำมูก หายใจหอบเหนื่อย ให้รีบพบแพทย์ทันที
  8. ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคในพื้นที่ของประเทศที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ
  • หลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ
  1. ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการเดินทางเข้าประเทศไทย และข้อปฏิบัติสำหรับการป้องกันควบคุมโรคตามข้อกำหนดของประเทศไทย หรือคำแนะนำของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
  2. เดินทางด้วยยานพาหนะที่เตรียมไว้ และเข้ารับการกักกันตัวในสถานที่กักกันทางเลือกที่ผ่านมาตรฐานของประเทศไทย
  3. ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถานที่กักกันอย่างเคร่งครัด
  4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน ให้สังเกตอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ รับรสและ กลิ่นลดลง หรือเหนื่อยหอบ เป็นเวลา 14 วันหลังเดินทางถึงประเทศไทย และทำตามมาตรการ ที่รัฐกำหนด
  5. หลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ อาจมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ เช่น ท้องเสีย อย่างไรก็ตามหากมีอาการผิดปกติหรือเจ็บป่วยใดๆ ที่รุนแรง หรือเป็นภาวะความผิดปกติที่สงสัยว่าอาจจะเกิดจากการเดินทาง แนะนำให้ไปพบแพทย์ พร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยและรักษาโรคได้อย่างถูกต้อง
โดย ภิญญาดา ดอนนนท์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์
กลุ่มงาน
เรตติ้ง

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ชื่อ :
ตัวเลข :
ความคิดเห็น :
  • #1 By โดย ภิญญาดา ดอนนนท์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์[Guest]

    @28 ก.ค. 2564

    ประเด็นที่น่ำสนใจในต่ำงประเทศ ณ วันที่27 กรกฎำคม 2564  สาธารณรัฐอินเดีย ผ่อนปรนมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ใน ภูมิภาคเมืองหลวงเพิ่มเติม โดยอนุญาตรถไฟใต้ดินและรถบัสให้บริการเต็มจ านวนได้ตั้งแต่วันจันทร์26 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป โรงภาพยนตร์เปิดท าการด้วยความจุครึ่งหนึ่ง อนุญาตบาร์เปิดท าการได้ที่ร้อยละ 50 ของจ านวนที่นั่ง ในร้านตั้งแต่เที่ยงจนถึง 22.00 น. และร้านค้าทุกประเภทสามารถให้บริการได้ทุกวัน และเพิ่มจ านวนแขกร่วมงาน แต่งงานและงานศพเป็น 100 คน  สหรัฐอเมริกา บังคับใช้ข้อจ ากัดการเดินทางเข้าประเทศ โดยสั่งห้ามประชาชนที่ไม่ใช่พลเมือง สหรัฐอเมริกาเดินทางเข้าประเทศ หากมีประวัติเดินทางไปยังสหราชอาณาจักร เขตเชงเกนของยุโรป ไอร์แลนด์จีน อิหร่าน แอฟริกาใต้บราซิล และอินเดีย ภายใน 14 วันก่อนหน้า พร้อมควบคุมการเดินทางข้ามพรมแดนที่ไม่จ าเป็น กับแคนาดาและเม็กซิโก  สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ขยายเวลามาตรการควบคุมโควิด 19 ที ่ใช้อยู ่ในปัจจุบันไปจนถึงวันที่ viral pneumonia 2 สิงหาคม 2564 โดยอนุญาตให้เฉพาะพนักงานในภาคส ่วนส าคัญเท ่านั้น เช่น พลังงาน ที ่สามารถกลับไป ท างานในสถานประกอบการได้ส่วนตลาดสด ร้านค้าริมถนน ร้านของช า ตัวแทนหรือร้านขายโทรศัพท์มือถือ ร้านตัดผม ตู้ซักผ้าอัตโนมัติหาบเร่แผงลอย ร้านซ่อมรถขนาดเล็ก ล้างรถ ธุรกิจเล็กๆ สามารถเปิดร้านได้โดย อยู่ภายใต้มาตรการสาธารณสุขอันเข้มงวด

  • #2 By มกับสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย[Guest]

    @28 ก.ค. 2564

    การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างกว้างขวาง ได้ส่งผลกระทบกับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลกอย่างมาก ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อและมีอัตราของภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตสูงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มอื่น ได้จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะ เห็นได้จากรายงานจากทั่วโลก สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ได้จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 เพื่อให้สถานพยาบาลที่ให้บริการฟอกเลือดมีแนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามสถานพยาบาลแต่ละที่ยังมีการบริหารจัดการผู้ป่วยโควิด-19 แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละที่ การรวบรวมข้อมูลการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จากทั่วประเทศจึงน่าจะมีประโยชน์อย่างมากในการติดตามจำนวนผู้ป่วยและทำให้เห็นภาพรวมการ ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดในสถานการณ์พิเศนี้ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลที่ได้รับจะทำให้สมาคมโรคไตสามารถวางแผนและปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

  • #3 By มกับสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย[Guest]

    @28 ก.ค. 2564

    การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างกว้างขวาง ได้ส่งผลกระทบกับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลกอย่างมาก ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อและมีอัตราของภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตสูงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มอื่น ได้จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะ เห็นได้จากรายงานจากทั่วโลก สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ได้จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 เพื่อให้สถานพยาบาลที่ให้บริการฟอกเลือดมีแนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามสถานพยาบาลแต่ละที่ยังมีการบริหารจัดการผู้ป่วยโควิด-19 แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละที่ การรวบรวมข้อมูลการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จากทั่วประเทศจึงน่าจะมีประโยชน์อย่างมากในการติดตามจำนวนผู้ป่วยและทำให้เห็นภาพรวมการ ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดในสถานการณ์พิเศนี้ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลที่ได้รับจะทำให้สมาคมโรคไตสามารถวางแผนและปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

88/21 สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์. 02 5903162 อีเมล์ mophbgcd2019@gmail.com
Copyright @ 2013 www.thaigcd.ddc.moph.go.th All Rights Reserved. PrivacyPolicy | WebsitePolicy | WebsiteSecurityPolicy
Valid XHTML 1.0 Strict thaiwebaccessibility.com
Back to Top